รพ.รามาฯเจ๋งรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียหายขาดครั้งแรกของโลก

รพ.รามาฯ เจ๋ง จับมือต่างชาติ รักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมีย หายขาดด้วยการตัดต่อยีนส์ครั้งแรกของโลก เชื่อมีโอกาสต่อยอดสู่การรักษาโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ แต่ต้องรัฐต้องหนุนจริงจัง เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง หัวหน้าโครงการโรคมะเร็งในเด็กและอาจารย์แพทย์สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา และกุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวให้สัมภาษณ์กับรายการหน้าหนึ่งวันนี้ ของนสพ.เดลินิวส์

ถึงกรณีการศึกษาวิจัยพบาโรคธาลัสซีเมียให้หายขาดด้วยการบำบัดยีนเป็นครั้งแรกของโลก ว่า โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่มีกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยราวๆ 2-3 แสนคน การรักษาต้องถ่ายเลือด และให้ยาขับเหล็กตลอดชีวิต ซึ่งทำมานานกว่า 60 ปี แต่มีวิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดี คือการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งก็ทำมากว่า 30 ปีเช่นกัน ทำมาเยอะและประสบความสำเร็จรักษาผู้ป่วยหายขาดได้เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์หายขาด แต่การรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์นั้นเป็นการใช้สเต็มเซลล์ของคนอื่น เช่น พี่น้อง หรือ คนอื่นๆ เลย จะต้องอาศัยความเข้ากันได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบการเข้ากันได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ความยากในการใช้สเต็มเซลล์ของคนอื่นมารักษาคือต้องใช้ยาขนาดสูง ต้องใช้ยากดภูมิ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

อย่างไรก็ตาม เรื่องการรักษาด้วยการตัดยีนส์ หรือยีนส์เทอราปี เป็นเรื่องที่มีความพยายามทำมานานพอสมควรแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ล่าสุดทางรพ.รามาธิบดี ได้มีการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหลายสถาบัน อาทิ สหรัฐอเมริกา 4 สถาบัน ฝรั่งเศส 1 สถาบัน และประเทศไทยอีก 1 สถาบัน ในภาษาวิจัยเรียกมัลติเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะงานวิจัยที่ทำแบบนี้แล้วประสบความสำเร็จทุกที่แสดงว่ามีความแม่นยำ และแน่นอน ทั้งนี้ได้มีความร่วมมือกันมาประมาณ 5-6 ปี ศึกษาการรักษาผู้ป่วยด้วยการนำสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยมาตัดต่อยีนส์ ซึ่งเป็นยีนส์ใหม่ที่ได้จากการสร้างขคึ้นมาในหลอดทดลอง ทั้งนี้ได้มีการทดลองในผู้ป่วย 22 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนไทย 4 ราย และในจำนวนคนไทยนี้มี 3 คน ที่ทำการทดลองทุกกระบวนการในประเทศไทย ยกเว้นเรื่องการตัดต่อยีนส์ที่ยังต้องทำในต่างประเทศ ซึ่งประสบความสำเร็จ และเป็นการประสบความสำเร็จครั้งแรกของโลก หลังจากที่ผ่านมาเรื่องการสร้างยีนส์นั้นมีความพยายามกันมานาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาโรคธาลัสซีเมีย. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews